โรมแรมที่พักขอนแก่น พร้อมความสะดวกสบาย ครบครัน

แจ็ค หม่า เยือนไทย ขนเงินนับหมื่นล้าน ลงทุนพื้นที่ EEC

แจ็ค หม่า เยือนไทย ลงทุนพื้นที่ EEC

แจ็ค หม่า เยือนไทย ลงทุนพื้นที่ EEC

แจ็ค หม่า นำทีม Alibaba Group เยือนไทย 19 เมษายน นี้ พร้อมทุ่มงบ 11,000 ล้านบาท ผุด Smart Digital Hub ในพื้นที่ EEC กระทรวงอุตสาหกรรม เชื่อช่วยดันเศรษฐกิจไทย สร้างเงินสะพัดกว่า 180,000 ล้านบาท

วันที่ 17 เมษายน 2561 นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 เมษายน นี้ นายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มอาลีบาบา ( Alibaba Group) บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ในประเทศจีน มีกำหนดการเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อร่วมลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor หรือ EEC)

โดย Alibaba มีแผนจะลงทุนพัฒนาศูนย์ Smart Digital Hub ในพื้นที่ EEC มูลค่าเงินลงทุน 11,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีของ Alibaba ในการประมวลข้อมูลด้านโลจิสติกส์ เพื่อทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีน ขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้าน และไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก มีความรวดเร็วและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Holiday Palace เน้นเกมส์ไพ่บาคาร่าเป็นหลักรูปแบบเกมส์ยุติธรรม โปร่งใสเที่ยงธรรม ผู้ที่ชื่นชอบการเล่นบาคาร่าออนไลน์ไม่ควรพลาดสมัครเล่น ฮอลิเดย์ พาเลซ กับเราวันนี้รับโบนัสเพิ่มอีก 5% เรามีพนักงานมืออาชีพบริการท่านทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังจะมีความร่วมมือด้านอื่น ๆ ร่วมกับภาครัฐและเอกชนไทยอีก ไม่ว่าจะเป็นโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรในด้านดิจิทัลและการส่งเสริมธุรกิจผ่านอีคอมเมิร์ซ, โครงการร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการ SME และ Startup ของไทย พร้อมทั้งมีแผนร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดทำ Thailand Tourism Platform สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ

นายอุตตม กล่าวเพิ่มเติมว่า จากแผนลงทุนดังกล่าว คาดว่าจะทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากธุรกิจอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างก้าวกระโดด เป็นระดับ 186,500 ล้านบาท ในปี 2565 เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 113,400 ล้านบาท
ภาพจาก โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก, เฟซบุ๊ก jack Ma
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก Kapook

ภูเวียงตำนานแห่งไดโนเสาร์ระดับโลก

อย่างที่รู้กันดีว่าในอดีตเมื่อ 65 ล้าปีก่อนนั้น โลกของเราถูกปกครองด้วยเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ สัตว์ดึกดำบรรค์ที่มีชีวิตปกครองโลกอยู่อย่างยาวนาน

เผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์นี้มีด้วยกันหลายสายพันธุ์ มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันไป จนถึงคราวที่มนุษย์ได้กำเนิดขึ้นไดโดนเสาร์จึงได้สูญพันะุ์ไปเมื่อ 60 ล้าปีก่อน

แรกสุด คงต้องยกเครดิตให้กับภูเวียง จ.ขอนแก่น เป็นที่แรกที่มีการขุดค้นเรื่องไดโนเสาร์ในไทย (ต่อมาได้แยกออกมาเป็น อ.เวียงเก่า หลุมขุดค้นเลยอยู่ใน อ.เวียงเก่าด้วย)

โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2519 มีหลุมขุดค้น 9 หลุม และพบกระดูกไดโนเสาร์มากมาย รวมทั้งซอโรพอด(คอยาว ตัวใหญ่ กินพืช) ชนิดใหม่ของโลกที่ชื่อ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ด้วย

นอกนั้นยังเจอฟันของไดโนเสาร์กลุ่มสไปโนซอร์ สกุลและชนิดใหม่ของโลก จึงตั้งชื่อว่า สยามโมซอรัส สุธีธรนี อีกทั้งยังพบรอยตีนของไดโนเสาร์ขนาดเล็กที่พลานป่าชาด ในอุทยานแห่งชาติภูเวียงอีกด้วย

ที่กาฬสินธุ์นั้น ยังมีร่องรอยของไดโนเสาร์ที่ปรากฏในรูปรอยตีนที่ถือว่าชัดเจน มีหลายรอย และเห็นเป็นทิศทางการเดินที่ชัดเจน ปรากฏบนลานหินในลำธารของวนอุทยานภูแฝก

เห็นเป็นรอยตีนไดโนเสาร์ขนาดใหญ่จำนวน 7 รอย เดินในทิศทางเดียวกันคือเดินข้ามลำธารน้ำ ซึ่งไม่เคยเจอรอยตีนไดโนเสาร์ขนาดใหญ่อย่างนี้มาก่อนที่มีมากมายแบบนี้

ก่อนหน้านี้เคยเจอรอยตีนไดโนเสาร์ชนิดนี้ที่ภูหลวง แต่เจอเพียง 2 รอยเท่านั้น จากรอยตีนที่ปรากฏทำให้นักบรรพชีวินคาดเดาขนาดของเจ้าของรอย

และชนิดอย่างคร่าวๆ(ไม่แม่นยำเท่ากับการพบเจอกระดูก) ว่าเป็นรอยตีนไดโนเสาร์ชนิดกินเนื้อ สายพันธุ์เดียวกับพวกทีเรกซ์

แต่ถ้าขึ้นมาจนติดแม่น้ำโขง ในเขต ต.พนอม อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ริมทางหลวงหมายเลข 212 บนลานหินทรายที่เป็นแผ่นราบเรียบ ปรากฏรอยตีนไดโยเสาร์มากมาย ร่วม 200 กว่ารอย

เดินกันขวักไขว่ไปมามากมายบนลานหิน นักบรรพชีวินได้ศึกษาจากรอยตีนแล้วบอกว่าเป็นรอยตีนของไดโนเสาร์พวกเทอร์โรพอต และไดโนเสาร์ออร์นิโธนิโมซอ หรือไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ


ซึ่งพวกนี้อยู่รวมกันเป็นฝูง ออกล่าและหากินเป็นฝูง การพบเห็นรอยตีนที่ถือว่ามากสุดในประเทศขณะนี้ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า พื้นที่ตรงนี้เคยเป็นชายน้ำมาก่อน อาจจะเป็นริมแม่น้ำ ริมบึงน้ำ

ที่ไดโนเสาร์เดินย่ำลงมา แล้วปรากฏรอยตีนขึ้น เมื่อรอยตีนแห้ง ก็จะปรากฏเป็นร่องรอย เมื่อน้ำมาอีกก็จะพัดมาเอาตะกอนดินถมไปในร่องรอยตีน

แล้วพื้นดินก็เกิดการทับถมกัน ตามรูปแบบของการเกิดหินตะกอนทั้งหลาย(หินทรายเป็นรูปแบบหนึ่งของหินตะกอน) เมื่อชั้นหินแตก(กรณีบ้านพนอมเกิดจากการก่อสร้างทาง)

จะมีแผ่นหนึ่งด้านบนที่ประกบทับหลุดหายออกไป ทำให้เห็นรอยตีนที่เป็นลักษณะกดทับปรากฏให้เห็น

จะเห็นว่าร่องรอยของไดโนเสาร์ที่ปรากฏในภาคอีสานบ้านเรา มีตั้งแต่อายุมาก เรื่อยมาจนอายุน้อย ยังมีการขุดพบเจอที่นครราชสีมา

ซึ่งพบเจอส่วนมากในบ่อทรายแม่น้ำมูลเก่า หรือสัตว์ร่วมสมัยกับไดโนเสาร์อย่างปลาโบราณที่ภูน้ำจั้นที่มีอายุราว 150 ล้านปีมาแล้ว ฯลฯ

เหล่านี้ทำให้เรารู้ว่าแผ่นดินภาคอีสานของไทย ก็ล้วนแล้วแต่เป็นอาณาจักรของไดโนเสาร์มาก่อนทั้งสิ้น การขุดค้นพบแหล่งซากไดโนเสาร์ นอกจากจะเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าบรรพชีวินแล้ว

ยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่า ไม่ใช่ทุกประเทศจะมีซากไดโนเสาร์ บางประเทศเป็นแผ่นดินเกิดใหม่หลังจากที่ไดโนเสาร์ตายไปแล้ว ก็จะไม่ปรากฏร่องรอยของไดไนเสาร์

จึงถือเป็นความโชคดีของประเทศไทย การตามรอยไดโนเสาร์ยังไม่สิ้นสุดเพียงนี้ เพราะในอนาคตจะยังมีการค้นพบกระดูกและร่องรอยไดโนเสาร์เกิดขึ้นอีกแน่นอน บนแผ่นดินที่ทรงคุณค่า แผ่นดินอีสานบ้านเรา….

สวนสัตว์ขอนแก่น

สวนสัตว์ขอนแก่น หรือสวนสัตว์เขาสวนกวาง ตั้งอยู่อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งถือว่าเป็นกึ่งกลางของภูมิภาค เนื่องจากสถานที่ตั้งของสวนสัตว์ขอนแก่นนั้นตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองบัวลำภู และจังหวัดกาฬสินธุ์ การเดินทางเข้าชมสวนสัตว์ก็แสนสะดวกสบาย ไม่ว่าจะใช้รถยนต์ส่วนตัว หรือรถโดยสาร โดยใช้เส้นทางถนนมิตรภาพ ขอนแก่น-อุดรธานี หรือจะเป็นการเดินทางด้วยรถไฟ มาลงที่สถานีเขาสวนกวาง และนั่งรถสกายแลปส่งถึงสวนสัตว์

ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน “สวนสัตว์ขอนแก่น” หรือรู้จักกันในนาม “สวนสัตว์เขาสวนกวาง” สังกัดองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ถือกำเนิดขึ้นในแดนดินถิ่นอีสาน ซึ่งองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับนโยบายจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สำรวจพื้นที่ก่อสร้างสวนสัตว์ขอนแก่น ขึ้นบริเวณภูเขาสวนกวาง ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาสวนกวาง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น คาบเกี่ยวกับกับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี รวมพื้นที่ ๓,๓๓๘ ไร่ ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ๔ หน่วยงานขึ้นวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๒ ซึ่งประกอบไปด้วย กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จังหวัดขอนแก่น และองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานทั้งสี่หน่วยงาน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สัตว์ป่าอย่างยั่งยืนและแนวความคิดคนกับป่า การวิจัย เป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์สัตว์ป่าที่หายาก และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นแหล่งเที่ยวชมสัตว์ป่าของจังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดใกล้เคียง

สวนสัตว์ขอนแก่นได้ทำการเปิดอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๓ โดยใช้ชื่อว่า อุทยานสัตว์ป่าอีสานตอนบนขอนแก่น–อุดรธานี ตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๖ กรรมการองค์การสวนสัตว์ได้มีมติให้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “สวนสัตว์ขอนแก่น” พร้อมทั้งให้สวนสัตว์ขอนแก่นเปิดบริการเก็บค่าบัตรผ่านประตู ในวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๖ และทำบุญทอดผ้าป่าอาหารสัตว์ รายได้ทั้งหมดสมทบกองทุนอาหารสัตว์ป่าองค์การสวนสัตว์ โดยมีนายวินัย สิทธิมณฑล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นให้เกียรติไปร่วมงาน


ภายในสวนสัตว์ขอนแก่น ได้มีการบริหารจัดการพื้นที่ออกเป็น ๓ ส่วน คือ ส่วนการศึกษา(E-ducation Zone) ส่วนสันทนาการและการเรียนรู้ และส่วนจัดแสดงสัตว์(Zoo Zone) โดยพื้นที่การศึกษาให้เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษา ทางด้านการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าหายาก เป็นศูนย์วิจัย เพาะเลี้ยง และเป็นการท่องเที่ยวแบบอัธยาศัย กับแนวคิดที่สำคัญของการเป็นป่าชุมชนตามความคิดของการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่มนุษย์และป่าสามารถมีชีวิตอยู่อย่างกลมกลืน และมีส่วนร่วม เป็นการกระตุ้น เศรษฐกิจการท่องเที่ยว การจ้างงานในท้องถิ่น และเช่นเดียวกับการขยายโอกาสให้ความรู้ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า ให้กับนักเรียน นักศึกษา และประชาชน ในภูมิภาคอีสานตอนบน ของจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดอุดรธานี รวมทั้งกิจกรรมเสริมอื่นๆ ได้แก่ การเดินศึกษาป่าธรรมชาติ โครงการนักเรียนเข้าเรียนรู้ในสวนสัตว์ โครงการแค้มป์ปิ้ง โครงการกิจกรรมค่ายลูกเสือและยุวกาชาด รวมถึงศูนย์สัมมนา ปัจจุบัน สวนสัตว์ขอนแก่น มีสัตว์ทั้งหมด ๑๐๑ ชนิด จำนวนทั้งสิ้นประมาณ ๑,๑๑๐ ตัว ประกอบไปด้วย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ปีก และสัตว์เลื้อยคลาน และมีรูปแบบการท่องเที่ยวคือ นั่งรถออโต้แทรมชมสัตว์ รถกอล์ฟบริการ และเดินเที่ยวชมรอบสวนสัตว์

ค่าบริการรถรถนำเที่ยวชมสวนสัตว์ขอนแก่น
มีบริการเช่ารถกอล์ฟ ชั่วโมงละ 300 บาท หรือจะใช้บริการรถนำเที่ยว ผู้ใหญ่ ราคาเพียง 25 บาท เด็ก 10 บาท จะมีรถนำเที่ยวออกทุกๆ 5-10 นาที โดยจะมีพี่ๆคนขับรถเป็นวิทยากรแนะนำนักท่องเที่ยวตลอดการเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถลงเดินเท้าเพื่อเข้าชมสัตว์อย่างใกล้ชิด และถ่ายรูปกับเจ้าสัตว์ทั้งหลายได้ และสามารถขึ้นรถนำเที่ยวคันต่อไปได้ที่จุดจอดรถ

ทางสวนสัตว์มีกิจกรรมน่าสนใจมากมาย ได้แก่
1. Feeding แมวน้ำ ชื่นชมความน่ารักจากการแสดงของเจ้าแมวน้ำแสนรู้ขนปุกปุย
2. ขี่ม้า
3. ป้อนอาหารแรดขาวอย่างใกล้ชิด
4. Feeding ตกเสือและสิงโต นักท่องเที่ยวสามารถชมการให้อาหารสัตว์นักล่า เช่น สิงโตขาว สิงโตแอฟริกา เสือโคร่งขาว และเสือโคร่ง
5. ทำบุญให้อาหารสัตว์ป่าที่ส่วนจัดแสดงทุ่งแสนกวาง

หนุ่มตระเวนขโมยตราเบนซ์ เลียนแบบคลิปไวรัล นำมาใช้เป็นกล่องข้าว

ตระเวนขโมยตราเบนซ์

ตระเวนขโมยตราเบนซ์

        ตำรวจจีนรวบตัวหนุ่มติดโซเชียล ตระเวนขโมยตราเบนซ์มากกว่า 10 ชิ้น เลียนแบบคลิปไวรัลที่นำมาใช้เป็นกล่องข้าว หวังเรียกกระแสความนิยมจากโลกออนไลน์  

ในสังคมยุคออนไลน์ทุกวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนเสพติดโซเชียล รวมไปถึงการเลียนแบบกระแสคลิปวิดีโอต่าง ๆ ที่ถูกแชร์เป็นไวรัล เพื่อต้องการให้มีผู้ติดตามหรือได้รับความเป็นที่นิยม จนบางครั้งหลงลืมไปว่าสิ่งที่ทำนั้นผิด ซึ่งอาจจะเป็นความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือถึงขั้นผิดกฎหมายเลย

ล่าสุด (2 เมษายน 2561) เฟซบุ๊ก China Xinhua News  รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศจีน เข้าจับกุมตัวนายแซ่กัว ที่บ้านพักในมณฑลเจ้อเจียง ภายหลังจากก่อเหตุลักขโมยตราสัญลักษณ์รถยนต์เมอร์เซเดส เบนซ์ หลายครั้ง โดยสามารถจับกุมตัวได้พร้อมกับของกลางจำนวนมากกว่า 10 ชิ้น จึงได้ยึดไว้เป็นหลักฐาน

รายงานเผยว่า ทางผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของรถเบนซ์รายหนึ่ง ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดี เจ้าหน้าที่จึงจัดการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ก่อนจะพบว่า นายกัวได้ขับรถยนต์คันสีขาวมาจอดที่ใกล้กับรถของผู้เสียหาย ก่อนจะเดินไปทำบางอย่างที่ด้านหน้ารถคันดังกล่าว เสร็จแล้วก็เดินกลับไปขึ้นรถแล้วขับจากไป

ภายหลังถูกจับกุม นายกัวให้การสารภาพว่า ได้ขโมยตราสัญลักษณ์ของรถเบนซ์มาจริง เนื่องจากช่วงนี้ตนหมกมุ่นอยู่กับแอปพลิเคชัน Tik Tok โซเชียลมีเดียสำหรับโพสต์คลิปสั้นแชร์ออนไลน์ จึงอยากจะหาวิธีเรียกความนิยมให้คนมาสนใจติดตามมากขึ้น ประกอบกับก่อนหน้านี้เคยเห็นคลิปไลฟ์สดของคนในโซเชียล สาธิตการถอดตราเบนซ์อย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่วินาที จึงสนใจและนำไปเลียนแบบทำตาม

รายงานระบุด้วยว่า ตราสัญลักษณ์เบนซ์ดังกล่าว ที่ประเทศจีนมีมูลค่าชิ้นละมากกว่าหลายร้อยหยวน (1 หยวน ประมาณ 5 บาท) และกฎหมายของประเทศจีนระบุไว้ว่า ผู้ใดที่ขโมยของมูลค่าตั้งแต่ 1,000 หยวนขึ้นไป อาจมีโทษจำคุกอย่างน้อย 3 ปี แต่ทั้งนี้ไม่ระบุแน่ชัดว่า นายกัวได้รับโทษเช่นไร

สำหรับกระแสเลียนแบบการถอดตราเบนซ์ในลักษณะเช่นนี้ เริ่มเป็นที่นิยมภายหลังจากมีผู้ใช้โซเชียลโพสต์ภาพของชายรายหนึ่ง ถอดตราเบนซ์ออกมาใช้เป็นกล่องใส่ข้าวรับประทาน ซึ่งโพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ต่อกันอย่างกว้างขวาง และกลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในสังคมออนไลน์ หลังจากนั้นผู้คนก็เริ่มไอเดียการเล่นตลกกับตราเบนซ์ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย ซึ่งหลายครั้งพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย


Gclub คาสิโนออนไลน์ ที่จะนำคุณไปพบกับความสนุกเพลิดเพลินในการท่อง Gclub Casino ที่ไม่เหมือนใคร จีคลับคาสิโนส่งตรงจากปอยเปต พร้อมทั้งบริการคาสิโนออนไลน์มากมายหลายชนิดเช่น บาคาร่าออนไลน์ , สล็อตออนไลน์ ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยประสบการณ์การให้บริการยาวนานจึงทำให้ จีคลับได้รับความชื่อถือจากลูกค้าทั่วประเทศ


ข้อมูลและภาพจาก
เฟซบุ๊ก China Xinhua News 

ห้างจีนผุดบริการเช่าสาวสวย ให้ควงเดินช้อปปิ้ง ใครโสดใครเหงาจัดไป !

ห้างจีนผุดบริการเช่าสาวสวย

ห้างจีนผุดบริการเช่าสาวสวย

ชุ่มฉ่ำใจ ห้างจีนผุดบริการเช่าสาวสวย ให้ควงเดินช้อปปิ้ง ใครโสดใครเหงาจัดไป !

เว็บไซต์เซี่ยงไฮ้อิสต์ เผยในรายงานเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2561 ระบุว่า โซเชียลมีเดียจีน ได้แชร์คลิปวิดีโอเหตุการณ์แปลกตาภายในห้างสรรพสินค้า ภายหลังจากมีบรรดาสาวสวยหุ่นดีประมาณ 15 ราย มายืนเรียงรายประจำอยู่ที่แท่นสีเหลืองของตัวเอง โดยที่ด้านหลังแท่นดังกล่าวจะมีสัญลักษณ์คิวอาร์โค้ด ให้บรรดานักช้อปได้สแกนกัน เพื่อใช้บริการเช่าสาว ๆ เหล่านี้ไปควงเดินช้อปปิ้ง โดยค่าบริการอยู่ที่ 1 หยวน (ราว 5 บาท) ต่อ 20 นาที

รายงานเผยว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงคริสมาสต์ ปีที่ผ่านมา หากใครยังจำได้ ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในมณฑลไหหลำ ก็ได้มีบริการลักษณะคล้ายกันนี้ออกมา แต่ที่นั่นเป็นบริการคุณผู้ชายเพื่อสาว ๆ ขาช้อป จะให้ช่วยเลือกของ หรือถือกระเป๋าก็ได้ตามใจ ค่าบริการแค่ชั่วโมงละ 5 บาท ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาไปได้ไม่น้อย

อย่างไรก็ดี สำหรับบริการสาวควงช้อปปิ้งที่ห้างดังกล่าวนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่คึกคักเท่าไหร่นัก เพราะบรรยากาศดูเงียบเหงา บรรดาสาว ๆ ต่างพากันยืนกดโทรศัพท์เล่นแก้เบื่อ หลังจากไม่มีผู้เข้าไปใช้บริการ ด้านชาวโซเชียลที่ได้ชมคลิปวิดีโอดังกล่าว ได้แสดงความคิดเห็นว่า บรรดาหนุ่ม ๆ อาจจะรู้สึกเคอะเขินที่จะใช้บริการเช่าสาวเดินในที่สาธารณะ และส่วนใหญ่หนุ่ม ๆ ก็ไม่ค่อยไปช้อปปิ้งด้วยตัวเองกัน

Gclub คาสิโนออนไลน์ บริการเกมส์ จีคลับ คาสิโนออนไลน์ยอดนิยมอันดับ 1 บริการดีเยียม ระบบรักษาความปลอดภัยระดับโลก

ภาพจาก weibo.com

ถนนคนเดิน

ถนนคนเดิน จัดทุกค่ำคืนวันเสาร์ ณ บริเวณถนนหน้าศาลากลางจังหวัด มีสินค้าพื้นเมืองและงานแฮนด์เมดให้เลือกซื้อจับจ่ายใช้สอยกัน รวมทั้งร้านขายของกินที่มีให้เลือกกันอย่างมากมายหลายร้าน พร้อมมีการแสดงแบบเปิดหมวกโชว์ความสามารถของเหล่าเยาวชนรุ่นใหม่ให้ชมด้วย ราคาไม่แพง เปิดให้เดินกันตั้งแต่เวลา 17.00 – 24.00 น.

การเดินทาง

รถยนต์ส่วนตัว
– ขอนแก่น อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปตามทางรถยนต์ 445 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ถึงจังหวัดสระบุรี ตรงหลักกิโลเมตรที่ 107 แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา ขับตรงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงจังหวัดขอนแก่น

– อีก เส้นทางหนึ่ง ใช้เส้นทางจากกรุงเทพฯ ถึงสระบุรีแล้วตรงไปตามถนนสระบุรี-ลำนารายณ์ แยกขวาเข้าเส้นทางม่วงค่อม-ด่านขุนทด-ชัยภูมิ-ขอนแก่น หรือ สระบุรี-ลำนารายณ์-อำเภอเทพสถิตย์-ชัยภูมิ-อำเภอมัญจาคีรี-อำเภอพระยืน- ขอนแก่น

บางแสน 2 (เขื่อนอุบลรัตน์)

บางแสน 2 นั่งแพชมวิว เล่นน้ำทะเลสาปน้ำจืด ทานอาหารเลิศรส ปลาสดๆจากเขื่อน บางแสน 2 หรือ เขื่อนอุบลรัตน์ตั้งอยู่บริเวณปากเขื่อนอุบลรัตน์ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น อยู่ห่างจากอำเภอเมืองไปประมาณ 53 กิโลเมตร ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปเขื่อนอุบลรัตน์ บรรยากาศโดยรอบของชายหาดริมทะเลสาบน้ำจืดเหนือเขื่อนอุบลรัตน์ สวยสะดุดตาเมื่อพระอาทิตย์ฉายส่องลงมาในยามเย็นกระทบกับทิวเขาภูเก้า ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลัง


เสน่ห์ที่ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดสนใจก็เพราะเป็นชายหาดริมทะเลสาบน้ำจืดเหนือเขื่อนอุบลรัตน์ ที่มีวิวสวยๆให้ชม มีแพทอดตัวลงไปในน้ำให้นั่งเล่น นอนเล่นพักผ่อน ทานข้าว หย่อนเท้าลงน้ำใสๆเย็นๆ พร้อมทั้งอากาศอันเย็นสบายไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนไปทะเล อีกทั้งที่นี้ยังเป็นแหล่งรวบรวมกิจกรรมทางน้ำมากมายเหมือนทะเลแถวภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นบริการให้เช่าจักรยานน้ำ, บานาน่าโบ๊ต, ห่วงยาง และการล่องแพชมวิวในเขื่อน หรือยากจะค้างคืนก็มีโฮมสเตย์และรีสอร์ทให้เลือกพักเยอะแยะ

กิจกรรมที่น่าสนใจ

บริการให้เช่าจักรยานน้ำ, บานาน่า โบ๊ต, ห่วงยาง นอกจากนี้ยังมีบริการอาหารเลิศรสที่ปรุงจากปลาภายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ได้แก่ ปลานิล, ปลาเนื้ออ่อน, ปลาช่อน ฯลฯ ช่วงเทศกาลสำคัญ หรือ วันหยุด มักจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปชมธรรมชาติ และเล่นน้ำกันเป็นจำนวนมาก

ช่วงเวลาที่น่าท่องเที่ยว

หน้าร้อนน่าเที่ยวที่สุด แต่คนจะเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ แต่ถ้าหน้าอื่นคนจะน้อย นั่งเล่นชิลๆได้ไม่ต้องแย่งโซนที่วิวสวยกัน


หมายเหตุ
ที่ต้องดูให้ดีคือร้านอาหารริมหาดที่มีให้เลือกกันหลากหลายร้าน ที่ต้องดูให้ดีก็เพราะราคาส่วนใหญ่เข้าขั้นแพง แต่ถ้าแพงแล้วมันอร่อยสมกับเงินที่จ่ายไปก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าให้ดี ก็ควรจะอยู่ในราคาที่เหมาะสม จากการแนะนำของคนรู้จักที่นี่จะมีร้านไพรวรรณ ที่ราคาถูกและอร่อยกว่าชาวบ้านร้านอื่นๆ ส่วนที่เหลือมาตรฐานไม่หนีกันมากเท่าไหร่

เขื่อนอุบลรัตน์

 เขื่อนอุบลรัตน์ เนื่องจากสร้างข้ามแม่น้ำพองโดยปิดกั้นลำน้ำพองตรงบริเวณช่องเขาที่เป็นแนวต่อระหว่างเทือกเขาภูเก้าและภูพานคำ การก่อสร้างเริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2507 แล้วเสร็จปี พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ ได้เสด็จไปทรงทำพิธีเปิดเขื่อนเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2509

 มีประโยชน์ในด้านต่างๆ ทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้า การเกษตร การประมง การป้องกันอุทกภัย การคมนาคม ตลอดไปจนถึงเป็นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ภายในบริเวณมีร้านอาหารเรือนพานคำ บ้านพัก สนามกอล์ฟ และสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ เดินชมสวนพรรณไม้ในวรรณคดี สวนประติมากรรมไดโนเสาร์ วังมัจฉาและร้านอาหารตามสั่งภายในบริเวณเขื่อน เปิดทุกวัน เวลา 07.00-20.00 น. อีกด้วย นอกจากนี้ ที่ปลายสุดสันเขื่อนยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิริสัตตราช หรือ หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์

การเดินทาง ไปได้ตามทางหลวงหมายเลข 2 (ขอนแก่น-อุดรธานี) เป็นระยะทาง 26 กิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าสู่เขื่อนอุบลรัตน์อีก 24 กิโลเมตร รวมระยะทางห่างจากตัวเมือง 50 กิโลเมตร เนื่องจากสร้างข้ามแม่น้ำพองโดยปิดกั้นลำน้ำพองตรงบริเวณช่องเขาที่เป็นแนวต่อระหว่างเทือกเขาภูเก้าและภูพานคำ การก่อสร้างเริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2507 แล้วเสร็จปี พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ ได้เสด็จไปทรงทำพิธีเปิดเขื่อนเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2509

วัดพระบาทภูพานคำ

เป็นวัดที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองและพระพุทธรูปสีขาวขนาดใหญ่บนยอดภูพานคำ ใกล้ทางเข้าเขื่อนอุบลรัต…ตั้งบริเวณไหล่เขาภูพานคำ อำเภออุบลรัตน์ เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองในมณฑป และ พระพุทธรูปสีขาวขนาดใหญ่ หรือหลวงพ่อใหญ่ สูง 14 เมตร อยู่บนยอดเขา มีบันไดทางขึ้นจากลานวัดไปยังยอดเขาจำนวน 1,049 ขั้น หรือจะขับรถยนต์ขึ้นไปถึงยอดเขาก็ได้ บนยอดเขามองเห็นทัศนียภาพทะเลสาบเขื่อนอุบลรัตน์ได้สวยงาม

การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปเขื่อนอุบลรัตน์ ก่อนถึงประตูทางเข้าบริเวณเขื่อนจะมีป้ายวัดอยู่ด้านซ้ายมือ หรือจะใช้ทางเข้าวัดซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงพยาลอุบลรัตน์ก็ได้

หน้าวัดพระพุทธบาทภูพานคำ เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานบนยอดเขา ซึ่งฐานของพระพุทธรูปยังมีการสร้างเป็นศาลา พุทธศาสนิกชนสามารถเข้าไปในฐานขององค์พระเพื่อกราบไหว้พระพุทธรูปองค์เล็กที่ประดิษฐานอยู่ภายใน จากถนนหลักจากมิตรภาพเข้ามาทางเขื่อนอุบลรัตน์จะมีแยกเข้าชุมชนเมืองอุบลรัตน์ซึ่งจะมีซุ้มประตูทางเข้าวัดอยู่ขวามือ (ซอยสุขาภิบาล 8) ขับเข้ามาตามทางจะเริ่มมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมบรรยากาศดูสงบมาก

บันไดสวรรค์ หากใครที่ได้เดินขึ้นบันไดนี้มาคงมีความประทับใจไม่น้อยที่ได้ผ่านความยากลำบากขึ้นมาได้ มองย้อนลงไปตามบันไดจะเห็นทิวทัศน์ได้สวยงาม

ศาลหลักเมืองขอนแก่น

“ศาลหลักเมืองขอนแก่น” หรือ “ศาลเทพารักษ์หลักเมือง” ถูกเรียกสั้นๆว่า “อินทร์ตา” ซึ่งเกิดจากการสร้างที่รวมเอาวัฒนธรรมจีนและไทยรวมกัน โดยคนจีนเรียกว่า “ศาลหลักเมืองกง” ส่วนคนไทยเรียกว่า “ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง”

ศาลเทพารักษ์หลักเมือง ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาสุขใจ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนเมืองที่มักจะมาสักการะที่ศาลหลักเมืองแห่งนี้เป็นประจำ บรรยากาศภายในศาลหลักเมืองมีความร่มรื่น และสะอาดตา การออกแบบสถาปัตยกรรมศาลหลักเมืองขอนแก่น ตัวอาคารจะตั้งอยู่ ณ บริเวณจุดเดิม ลักษณะตัวอาคารมีศิลปะและสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ ทรวดทรวงและส่วนประกอบงานศิลป์เป็นการอนุรักษ์งานสถาปัตยกรรมที่สำคัญของท้องถิ่นอีสาน ขนาดและรูปทรงเป็นเป็นอาคารโถงจัตุรมุข กว้างขวางโอ่โถงกว่าของเดิมมาก

ผสมผสานกับการสร้างเสาฟ้าดิน ซึ่งเปรียบเสมือนสถานที่รับราชโองการจากสวรรค์มายังโลกมนุษย์ของเง็กเซียนฮ่องเต้ เพื่อประธานโชคลาภให้ผู้คนที่มากราบไหว้ สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับศาลเจ้าพ่อมานานไม่เคยเปลี่ยนคือหนังกางแปลงหรือหนังแก้บน ซึ่งมีให้เห็นบ่อยครั้งในทุกช่วงของปี อาคารสักการะศาลหลักเมืองขอนแก่นหลังปัจจุบัน เปิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2550 สร้างขึ้นในโครงการบูรณะ พัฒนาปฏิสังขรณ์ศาลหลักเมือง และในวโรกาสมหามงคลสมัยเพื่อน้อมถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงเจริญพระชนมายุ 80พรรษา และเป็นที่ประดิษฐานเสาหลักเมืองจำลองให้ประชาชนได้สักการบูชา ขอพรเจ้าพ่อหลักเมือง

ลักษณะตัวอาคารมีศิลปะและสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ ทรวดทรวงและส่วนประกอบงานศิลป์เป็นการอนุรักษ์งานสถาปัตยกรรมที่สำคัญของ ท้องถิ่นอีสาน ขนาดและรูปทรงเป็นเป็นอาคารโถงจัตุรมุข กว้างงขวางโอ่โถงกว่าของเดิมมาก โดยมีขนาดตัวอาคาร 13 x 13 เมตร โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กมีพื้นที่ภายในเป็นห้องโถงรวม 73 ตารางเมตร ย่อมุมตัวอาคารโดยรอบมีระเบียงยื่นทั้ง 4 ด้าน ความสูงจากพื้นลานรอบอาคารถึงถึงยอดฉัตรทองคำรวม 27.50 เมตร หลังคาเป็นทรงจั่วจัตุรมุขหลังคาซ้อน 3 ชั้น และชั้นเครื่องยอดเป็นรูปเจดีย์ศิลปะพื้นเมืองอีสาน สัณฐานเป็นเจดีย์จำลองจากองค์พระธาตุขามแก่น

ปัจจุบันศาลหลักเมืองขอนแก่นดูแลโดยเทศบาลนครขอนแก่น โดยเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 60 ได้มีพิธี รำบวงสรวงขอนแก่นครบรอบ 220 ปี ที่ศาลหลักเมืองขอนแก่น ซึ่งมีประชาชนร่วมรำถึง 35,000 คน
ประวัติของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขอนแก่น เดิมอยู่บ้านโนนเมือง อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอชุมแพ เป็นระยะทาง 1 ก.ม. บริเวณโดยรอบเป็นเนินดินสูงมีพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ล้อมรอบด้วยคลองสองชั้นมีสะพานข้ามและมีทางเข้าออกทางเดียว ชาวอำเภอชุมแพ เรียกพื้นที่ตรงนี้ว่า “กู่” ก่อนจะไปถึงกู่จะมีรูปพระนอนสลักลงบนหิน ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นวัดป่า

เมื่อปี พ.ศ.2498 ประมาณเดือน 4 ได้มีคนแก่มากราบเรียนท่านเจ้าคุณ พระราชสารธรรมมุนี(หลวงพ่อกัณหา) เจ้าคุณเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น วัดศรีนวล เล่าว่ามีอยู่วันหนึ่งเขาได้ไปนอนพักที่โรงนาฝันประหลาดว่าเห็นคนแก่นุ่งห่มชุดขาวบ่นว่า “อยากจะไปอยู่ในเมือง” คืนที่สองฝันอีกว่า “อยากจะไปอยู่ในเมือง” และพูดต่อว่า “อยากจะไปอยู่เป็นมิ่งขวัญของเมือง” พอคืนที่สามก็ได้ฝันลักษณะเดิมอีก จากนั้นพอตื่นขึ้นก็รู้สึกว่าร้อนรนอยู่ไม่ได้นอนไม่ได้ ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร ก็เลยเดินทางเข้าในเมืองมาเล่าความฝันให้ท่านเจ้าคุณฟัง และท่านเจ้าคุณได้ถามว่า “ลักษณะตรงนั้นเป็นอย่างไร” คนแก่ตอบว่า “ลักษณะตรงนั้นเป็นกู่เก่า มีป่าขนาดใหญ่ ต้นไม้ขึ้นหนาทึบมีเสาหิน และใบเสมาเป็นจำนวนมาก” ท่านเจ้าคุณก็เลยออกปากว่า “ถ้าเป็นมิ่งเป็นขวัญของเมือง ก็ต้องเป็นหลักเมือง” ประกอบว่าจังหวัดขอนแก่นยังไม่มีหลักเมือง

ท่านเจ้าคุณจึงเรียนให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น คือ หลวงพินิจ และได้มอบหมายให้ฝ่ายพระมหาสุคนธ์ พระอีกจำนวนหนึ่งพร้อมปลัดจังหวัดไปอัญเชิญหลักเมืองออกมาจากกู่ และเกิดอาเพศฝนตกหนัก มีฟ้าผ่าลงมาโดนเสาหลักเมือง (ปัจจุบันเป็นเสาหลักเมืองอำเภอชุมแพ) รถเกิดติดหลุ่มไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ ก็เลยปรึกษากันว่า “เฮาเป็นผู้น้อย ผู้ใหญ่บ่ได้มาเพิ่นเลยบ่ไป” และได้อัญเชิญหลักเมืองลงไว้ที่วัดพระนอน แล้วกลับมาเล่าเหตุการณ์ให้ท่านเจ้าคุณฟัง ท่านเจ้าคุณเลยไปอัญเชิญด้วยตัวเองได้นำหมอลำ หนัง มาฉลองที่วัดพระนอนหนึ่งคืน แล้วค่อยอัญเชิญออกมา สี่หลักหลักที่หนึ่งอยู่ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขอนแก่น หลักที่สองอยู่ที่ศาลหลักเมืองอำเภอชุมแพ ส่วนสองหลักที่เหลืออยู่ที่หน้าโบสถ์วัดศรีนวลจังหวัดขอนแก่น ลักษณะหลักเมืองเป็นเสาหินทราย รูปทรง 8 เหลี่ยม สูงประมาณ 3 เมตร มีลายสลักตัวหนังสือขอม

พิธีตั้งเสาหลักเมือง นิมนต์พระมาสวดยกตั้งตามแบบพิธีพุทธ ณ ที่สนามศาลาสุขใจ ท่านเจ้าคุณได้ตั้งชื่อว่า “ศาลเทพารักษ์หลักเมือง” มีนามย่อว่า “อินทร์ตา” การก่อสร้างได้ร่วมกันสร้างทั้งคนจีนและคนไทย นอกจากนี้ได้อัญเชิญอากงอาม่าอยู่รวมกันกับหลักเมือง คนจีนเรียกว่า “ศาลหลักเมืองกง” คนไทยเรียกว่า “ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง” คำบอกเล่านี้ได้จากคุณพ่อจารย์นนท์ ขณะนั้นเป็นมรรคนายกวัดศรีนวล หลังจากได้ก่อสร้างศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเสร็จเรียบร้อย ท่านเจ้าคุณได้แต่งตั้งให้ คุณพ่อจารย์นนท์ เป็นผู้ดูแลรักษาศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สืบทอดจนมาถึงลูกหลานในปัจจุบัน คือ นายสมพงษ์ พูลพุทธา