โรมแรมที่พักขอนแก่น พร้อมความสะดวกสบาย ครบครัน

ถนนคนเดิน

ถนนคนเดิน จัดทุกค่ำคืนวันเสาร์ ณ บริเวณถนนหน้าศาลากลางจังหวัด มีสินค้าพื้นเมืองและงานแฮนด์เมดให้เลือกซื้อจับจ่ายใช้สอยกัน รวมทั้งร้านขายของกินที่มีให้เลือกกันอย่างมากมายหลายร้าน พร้อมมีการแสดงแบบเปิดหมวกโชว์ความสามารถของเหล่าเยาวชนรุ่นใหม่ให้ชมด้วย ราคาไม่แพง เปิดให้เดินกันตั้งแต่เวลา 17.00 – 24.00 น.

การเดินทาง

รถยนต์ส่วนตัว
– ขอนแก่น อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปตามทางรถยนต์ 445 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ถึงจังหวัดสระบุรี ตรงหลักกิโลเมตรที่ 107 แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา ขับตรงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงจังหวัดขอนแก่น

– อีก เส้นทางหนึ่ง ใช้เส้นทางจากกรุงเทพฯ ถึงสระบุรีแล้วตรงไปตามถนนสระบุรี-ลำนารายณ์ แยกขวาเข้าเส้นทางม่วงค่อม-ด่านขุนทด-ชัยภูมิ-ขอนแก่น หรือ สระบุรี-ลำนารายณ์-อำเภอเทพสถิตย์-ชัยภูมิ-อำเภอมัญจาคีรี-อำเภอพระยืน- ขอนแก่น

บางแสน 2 (เขื่อนอุบลรัตน์)

บางแสน 2 นั่งแพชมวิว เล่นน้ำทะเลสาปน้ำจืด ทานอาหารเลิศรส ปลาสดๆจากเขื่อน บางแสน 2 หรือ เขื่อนอุบลรัตน์ตั้งอยู่บริเวณปากเขื่อนอุบลรัตน์ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น อยู่ห่างจากอำเภอเมืองไปประมาณ 53 กิโลเมตร ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปเขื่อนอุบลรัตน์ บรรยากาศโดยรอบของชายหาดริมทะเลสาบน้ำจืดเหนือเขื่อนอุบลรัตน์ สวยสะดุดตาเมื่อพระอาทิตย์ฉายส่องลงมาในยามเย็นกระทบกับทิวเขาภูเก้า ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลัง


เสน่ห์ที่ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดสนใจก็เพราะเป็นชายหาดริมทะเลสาบน้ำจืดเหนือเขื่อนอุบลรัตน์ ที่มีวิวสวยๆให้ชม มีแพทอดตัวลงไปในน้ำให้นั่งเล่น นอนเล่นพักผ่อน ทานข้าว หย่อนเท้าลงน้ำใสๆเย็นๆ พร้อมทั้งอากาศอันเย็นสบายไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนไปทะเล อีกทั้งที่นี้ยังเป็นแหล่งรวบรวมกิจกรรมทางน้ำมากมายเหมือนทะเลแถวภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นบริการให้เช่าจักรยานน้ำ, บานาน่าโบ๊ต, ห่วงยาง และการล่องแพชมวิวในเขื่อน หรือยากจะค้างคืนก็มีโฮมสเตย์และรีสอร์ทให้เลือกพักเยอะแยะ

กิจกรรมที่น่าสนใจ

บริการให้เช่าจักรยานน้ำ, บานาน่า โบ๊ต, ห่วงยาง นอกจากนี้ยังมีบริการอาหารเลิศรสที่ปรุงจากปลาภายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ได้แก่ ปลานิล, ปลาเนื้ออ่อน, ปลาช่อน ฯลฯ ช่วงเทศกาลสำคัญ หรือ วันหยุด มักจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปชมธรรมชาติ และเล่นน้ำกันเป็นจำนวนมาก

ช่วงเวลาที่น่าท่องเที่ยว

หน้าร้อนน่าเที่ยวที่สุด แต่คนจะเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ แต่ถ้าหน้าอื่นคนจะน้อย นั่งเล่นชิลๆได้ไม่ต้องแย่งโซนที่วิวสวยกัน


หมายเหตุ
ที่ต้องดูให้ดีคือร้านอาหารริมหาดที่มีให้เลือกกันหลากหลายร้าน ที่ต้องดูให้ดีก็เพราะราคาส่วนใหญ่เข้าขั้นแพง แต่ถ้าแพงแล้วมันอร่อยสมกับเงินที่จ่ายไปก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าให้ดี ก็ควรจะอยู่ในราคาที่เหมาะสม จากการแนะนำของคนรู้จักที่นี่จะมีร้านไพรวรรณ ที่ราคาถูกและอร่อยกว่าชาวบ้านร้านอื่นๆ ส่วนที่เหลือมาตรฐานไม่หนีกันมากเท่าไหร่

เขื่อนอุบลรัตน์

 เขื่อนอุบลรัตน์ เนื่องจากสร้างข้ามแม่น้ำพองโดยปิดกั้นลำน้ำพองตรงบริเวณช่องเขาที่เป็นแนวต่อระหว่างเทือกเขาภูเก้าและภูพานคำ การก่อสร้างเริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2507 แล้วเสร็จปี พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ ได้เสด็จไปทรงทำพิธีเปิดเขื่อนเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2509

 มีประโยชน์ในด้านต่างๆ ทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้า การเกษตร การประมง การป้องกันอุทกภัย การคมนาคม ตลอดไปจนถึงเป็นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ภายในบริเวณมีร้านอาหารเรือนพานคำ บ้านพัก สนามกอล์ฟ และสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ เดินชมสวนพรรณไม้ในวรรณคดี สวนประติมากรรมไดโนเสาร์ วังมัจฉาและร้านอาหารตามสั่งภายในบริเวณเขื่อน เปิดทุกวัน เวลา 07.00-20.00 น. อีกด้วย นอกจากนี้ ที่ปลายสุดสันเขื่อนยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิริสัตตราช หรือ หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์

การเดินทาง ไปได้ตามทางหลวงหมายเลข 2 (ขอนแก่น-อุดรธานี) เป็นระยะทาง 26 กิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าสู่เขื่อนอุบลรัตน์อีก 24 กิโลเมตร รวมระยะทางห่างจากตัวเมือง 50 กิโลเมตร เนื่องจากสร้างข้ามแม่น้ำพองโดยปิดกั้นลำน้ำพองตรงบริเวณช่องเขาที่เป็นแนวต่อระหว่างเทือกเขาภูเก้าและภูพานคำ การก่อสร้างเริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2507 แล้วเสร็จปี พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ ได้เสด็จไปทรงทำพิธีเปิดเขื่อนเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2509

วัดพระบาทภูพานคำ

เป็นวัดที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองและพระพุทธรูปสีขาวขนาดใหญ่บนยอดภูพานคำ ใกล้ทางเข้าเขื่อนอุบลรัต…ตั้งบริเวณไหล่เขาภูพานคำ อำเภออุบลรัตน์ เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองในมณฑป และ พระพุทธรูปสีขาวขนาดใหญ่ หรือหลวงพ่อใหญ่ สูง 14 เมตร อยู่บนยอดเขา มีบันไดทางขึ้นจากลานวัดไปยังยอดเขาจำนวน 1,049 ขั้น หรือจะขับรถยนต์ขึ้นไปถึงยอดเขาก็ได้ บนยอดเขามองเห็นทัศนียภาพทะเลสาบเขื่อนอุบลรัตน์ได้สวยงาม

การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปเขื่อนอุบลรัตน์ ก่อนถึงประตูทางเข้าบริเวณเขื่อนจะมีป้ายวัดอยู่ด้านซ้ายมือ หรือจะใช้ทางเข้าวัดซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงพยาลอุบลรัตน์ก็ได้

หน้าวัดพระพุทธบาทภูพานคำ เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานบนยอดเขา ซึ่งฐานของพระพุทธรูปยังมีการสร้างเป็นศาลา พุทธศาสนิกชนสามารถเข้าไปในฐานขององค์พระเพื่อกราบไหว้พระพุทธรูปองค์เล็กที่ประดิษฐานอยู่ภายใน จากถนนหลักจากมิตรภาพเข้ามาทางเขื่อนอุบลรัตน์จะมีแยกเข้าชุมชนเมืองอุบลรัตน์ซึ่งจะมีซุ้มประตูทางเข้าวัดอยู่ขวามือ (ซอยสุขาภิบาล 8) ขับเข้ามาตามทางจะเริ่มมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมบรรยากาศดูสงบมาก

บันไดสวรรค์ หากใครที่ได้เดินขึ้นบันไดนี้มาคงมีความประทับใจไม่น้อยที่ได้ผ่านความยากลำบากขึ้นมาได้ มองย้อนลงไปตามบันไดจะเห็นทิวทัศน์ได้สวยงาม

ศาลหลักเมืองขอนแก่น

“ศาลหลักเมืองขอนแก่น” หรือ “ศาลเทพารักษ์หลักเมือง” ถูกเรียกสั้นๆว่า “อินทร์ตา” ซึ่งเกิดจากการสร้างที่รวมเอาวัฒนธรรมจีนและไทยรวมกัน โดยคนจีนเรียกว่า “ศาลหลักเมืองกง” ส่วนคนไทยเรียกว่า “ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง”

ศาลเทพารักษ์หลักเมือง ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาสุขใจ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนเมืองที่มักจะมาสักการะที่ศาลหลักเมืองแห่งนี้เป็นประจำ บรรยากาศภายในศาลหลักเมืองมีความร่มรื่น และสะอาดตา การออกแบบสถาปัตยกรรมศาลหลักเมืองขอนแก่น ตัวอาคารจะตั้งอยู่ ณ บริเวณจุดเดิม ลักษณะตัวอาคารมีศิลปะและสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ ทรวดทรวงและส่วนประกอบงานศิลป์เป็นการอนุรักษ์งานสถาปัตยกรรมที่สำคัญของท้องถิ่นอีสาน ขนาดและรูปทรงเป็นเป็นอาคารโถงจัตุรมุข กว้างขวางโอ่โถงกว่าของเดิมมาก

ผสมผสานกับการสร้างเสาฟ้าดิน ซึ่งเปรียบเสมือนสถานที่รับราชโองการจากสวรรค์มายังโลกมนุษย์ของเง็กเซียนฮ่องเต้ เพื่อประธานโชคลาภให้ผู้คนที่มากราบไหว้ สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับศาลเจ้าพ่อมานานไม่เคยเปลี่ยนคือหนังกางแปลงหรือหนังแก้บน ซึ่งมีให้เห็นบ่อยครั้งในทุกช่วงของปี อาคารสักการะศาลหลักเมืองขอนแก่นหลังปัจจุบัน เปิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2550 สร้างขึ้นในโครงการบูรณะ พัฒนาปฏิสังขรณ์ศาลหลักเมือง และในวโรกาสมหามงคลสมัยเพื่อน้อมถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงเจริญพระชนมายุ 80พรรษา และเป็นที่ประดิษฐานเสาหลักเมืองจำลองให้ประชาชนได้สักการบูชา ขอพรเจ้าพ่อหลักเมือง

ลักษณะตัวอาคารมีศิลปะและสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ ทรวดทรวงและส่วนประกอบงานศิลป์เป็นการอนุรักษ์งานสถาปัตยกรรมที่สำคัญของ ท้องถิ่นอีสาน ขนาดและรูปทรงเป็นเป็นอาคารโถงจัตุรมุข กว้างงขวางโอ่โถงกว่าของเดิมมาก โดยมีขนาดตัวอาคาร 13 x 13 เมตร โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กมีพื้นที่ภายในเป็นห้องโถงรวม 73 ตารางเมตร ย่อมุมตัวอาคารโดยรอบมีระเบียงยื่นทั้ง 4 ด้าน ความสูงจากพื้นลานรอบอาคารถึงถึงยอดฉัตรทองคำรวม 27.50 เมตร หลังคาเป็นทรงจั่วจัตุรมุขหลังคาซ้อน 3 ชั้น และชั้นเครื่องยอดเป็นรูปเจดีย์ศิลปะพื้นเมืองอีสาน สัณฐานเป็นเจดีย์จำลองจากองค์พระธาตุขามแก่น

ปัจจุบันศาลหลักเมืองขอนแก่นดูแลโดยเทศบาลนครขอนแก่น โดยเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 60 ได้มีพิธี รำบวงสรวงขอนแก่นครบรอบ 220 ปี ที่ศาลหลักเมืองขอนแก่น ซึ่งมีประชาชนร่วมรำถึง 35,000 คน
ประวัติของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขอนแก่น เดิมอยู่บ้านโนนเมือง อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอชุมแพ เป็นระยะทาง 1 ก.ม. บริเวณโดยรอบเป็นเนินดินสูงมีพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ล้อมรอบด้วยคลองสองชั้นมีสะพานข้ามและมีทางเข้าออกทางเดียว ชาวอำเภอชุมแพ เรียกพื้นที่ตรงนี้ว่า “กู่” ก่อนจะไปถึงกู่จะมีรูปพระนอนสลักลงบนหิน ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นวัดป่า

เมื่อปี พ.ศ.2498 ประมาณเดือน 4 ได้มีคนแก่มากราบเรียนท่านเจ้าคุณ พระราชสารธรรมมุนี(หลวงพ่อกัณหา) เจ้าคุณเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น วัดศรีนวล เล่าว่ามีอยู่วันหนึ่งเขาได้ไปนอนพักที่โรงนาฝันประหลาดว่าเห็นคนแก่นุ่งห่มชุดขาวบ่นว่า “อยากจะไปอยู่ในเมือง” คืนที่สองฝันอีกว่า “อยากจะไปอยู่ในเมือง” และพูดต่อว่า “อยากจะไปอยู่เป็นมิ่งขวัญของเมือง” พอคืนที่สามก็ได้ฝันลักษณะเดิมอีก จากนั้นพอตื่นขึ้นก็รู้สึกว่าร้อนรนอยู่ไม่ได้นอนไม่ได้ ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร ก็เลยเดินทางเข้าในเมืองมาเล่าความฝันให้ท่านเจ้าคุณฟัง และท่านเจ้าคุณได้ถามว่า “ลักษณะตรงนั้นเป็นอย่างไร” คนแก่ตอบว่า “ลักษณะตรงนั้นเป็นกู่เก่า มีป่าขนาดใหญ่ ต้นไม้ขึ้นหนาทึบมีเสาหิน และใบเสมาเป็นจำนวนมาก” ท่านเจ้าคุณก็เลยออกปากว่า “ถ้าเป็นมิ่งเป็นขวัญของเมือง ก็ต้องเป็นหลักเมือง” ประกอบว่าจังหวัดขอนแก่นยังไม่มีหลักเมือง

ท่านเจ้าคุณจึงเรียนให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น คือ หลวงพินิจ และได้มอบหมายให้ฝ่ายพระมหาสุคนธ์ พระอีกจำนวนหนึ่งพร้อมปลัดจังหวัดไปอัญเชิญหลักเมืองออกมาจากกู่ และเกิดอาเพศฝนตกหนัก มีฟ้าผ่าลงมาโดนเสาหลักเมือง (ปัจจุบันเป็นเสาหลักเมืองอำเภอชุมแพ) รถเกิดติดหลุ่มไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ ก็เลยปรึกษากันว่า “เฮาเป็นผู้น้อย ผู้ใหญ่บ่ได้มาเพิ่นเลยบ่ไป” และได้อัญเชิญหลักเมืองลงไว้ที่วัดพระนอน แล้วกลับมาเล่าเหตุการณ์ให้ท่านเจ้าคุณฟัง ท่านเจ้าคุณเลยไปอัญเชิญด้วยตัวเองได้นำหมอลำ หนัง มาฉลองที่วัดพระนอนหนึ่งคืน แล้วค่อยอัญเชิญออกมา สี่หลักหลักที่หนึ่งอยู่ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขอนแก่น หลักที่สองอยู่ที่ศาลหลักเมืองอำเภอชุมแพ ส่วนสองหลักที่เหลืออยู่ที่หน้าโบสถ์วัดศรีนวลจังหวัดขอนแก่น ลักษณะหลักเมืองเป็นเสาหินทราย รูปทรง 8 เหลี่ยม สูงประมาณ 3 เมตร มีลายสลักตัวหนังสือขอม

พิธีตั้งเสาหลักเมือง นิมนต์พระมาสวดยกตั้งตามแบบพิธีพุทธ ณ ที่สนามศาลาสุขใจ ท่านเจ้าคุณได้ตั้งชื่อว่า “ศาลเทพารักษ์หลักเมือง” มีนามย่อว่า “อินทร์ตา” การก่อสร้างได้ร่วมกันสร้างทั้งคนจีนและคนไทย นอกจากนี้ได้อัญเชิญอากงอาม่าอยู่รวมกันกับหลักเมือง คนจีนเรียกว่า “ศาลหลักเมืองกง” คนไทยเรียกว่า “ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง” คำบอกเล่านี้ได้จากคุณพ่อจารย์นนท์ ขณะนั้นเป็นมรรคนายกวัดศรีนวล หลังจากได้ก่อสร้างศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเสร็จเรียบร้อย ท่านเจ้าคุณได้แต่งตั้งให้ คุณพ่อจารย์นนท์ เป็นผู้ดูแลรักษาศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สืบทอดจนมาถึงลูกหลานในปัจจุบัน คือ นายสมพงษ์ พูลพุทธา

พระธาตุขามแก่น

พระธาตุขามแก่น สร้างขึ้นประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ตั้งอยู่ในวัดเจติยภูมิ ตำบลบ้านขาม ตามประวัติโดยย่อกล่าวว่า โมริยกษัตริย์ เจ้าเมืองโมรีย์ซึ่งเป็นเมืองอยู่ใน อาณาเขตของประเทศกัมพูชา มีความประสงค์ที่จะนำพระอังคารของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ไว้เมื่อครั้งพระ พุทธเจ้าปรินิพพานใหม่ๆ มาบรรจุ ณ พระธาตุพนม จึงโปรดให้พระอรหันต์และพระเถระเจ้าคณะรวม 9 องค์นำขบวนอัญเชิญพระอังคารมาในครั้งนี้ เมื่อผ่านมาถึงดอนมะขามแห่งหนึ่ง ซึ่งมีต้นมะขามใหญ่ที่ตายแล้วเหลือแต่แก่น

เนื่องจากเป็นเวลาพลบค่ำแล้วและบริเวณนี้ภูมิประเทศราบเรียบดีจึงหยุดคณะพัก ชั่วคราว รุ่งเช้าจึงเดินทางต่อไปถึงภูกำพร้าปรากฏว่าพระธาตุพนมได้สร้างเสร็จแล้ว จึงเดินทางกลับและตั้งใจว่าจะนำพระอังคารธาตุกลับไปประดิษฐานไว้ที่บ้าน เมืองของตน แต่เมื่อเดินทางผ่านดอนมะขามอีกครั้งปรากฏว่าแก่นมะขามที่ตายแล้วนั้นกลับ ยืนต้นแตกกิ่งก้านผลิใบเขียวชอุ่มเป็นที่น่าอัศจรรย์

คณะอัญเชิญพระอังคารธาตุจึงพร้อมใจกันสร้างเจดีย์ครอบต้นมะขามนี้พร้อมกับนำ พระอังคารธาตุและพระพุทธรูปบรรจุไว้ในองค์พระธาตุและให้นามว่าพระธาตุขาม แก่นมาจนทุกวันนี้ พระธาตุขามแก่นถือว่าเป็นโบราณสถานที่สำคัญของจังหวัดขอนแก่น ทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 จะมีงานฉลองและนมัสการพระธาตุเป็นประจำ บริเวณด้านข้างก็จะมีโบสถ์สมัยโบราณซึ่งมีสถาปัตยกรรมของการแกะสลักไม้ตรง บริเวณหน้าจั่วที่สวยงาม พร้อมชมภาพวาดแปลกตาที่มีทหารยืนเฝ้าด้านหน้าประตูโบสถ์

เรียกได้ว่า “พระธาตุขามแก่น” นับเป็นปูชนียสถานที่สำคัญคู่เมืองขอนแก่น เป็นจุดยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และมีความศักดิ์สิทธิ์คู่กับชาวอีสานอีกแห่งหนึ่ง ที่ควรแวะเวียนมาสักการะบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล การเดินทางมายังวัดเจติยภูมิหรือวัดพระธาตุขามแก่น สามารถใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 209 (ขอนแก่น-กาฬสินธุ์) ซึ่งห่างจากตัวเมืองไปประมาณ 12 กิโลเมตร เมื่อข้ามลำน้ำพองแล้ว เลี้ยวซ้ายเข้าบ้านโคกสีไปอีกประมาณ 14 กิโลเมตร หรืออีกเส้นทางหนึ่ง ไปตามถนนกสิกรทุ่งสร้าง-ค่ายศรีพัชรินทร์-บ้านโคกท่า ถึงสะพานข้ามแม่น้ำพอง เลี้ยวขวาจะเจอป้ายไปพระธาตุขามแก่นอีกประมาณ 10 กิโลเมตร

พระธาตุแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น

เนื่องจากในเดือนนี้มีวันสำคัญทางพระพุทธ ศาสนาคือ วันอาสาฬหบูชา ทางคู่หูเดินทางจึงอยากเชื้อเชิญให้เราชาวพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เข้าวัด ฟังธรรม รักษาศีล เพื่อเป็นการพักผ่อนจิตใจ หลังจากที่เราต้องใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยกับโลกในยุคปัจจุบันนี้ ทุกครั้งที่ทางทีมงานได้ออกไปทำคอลัมน์เก็บเกี่ยวเรื่องราวและประสบการณ์ดีๆ มาฝากคุณผู้อ่านก็ไม่เคยพลาดที่จะต้องแวะวัด ทำบุญ กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมืองนั้นๆ เช่นกัน โอกาสนี้เราจึงอยากจะพาคุณผู้อ่านไปกราบนมัสการพระธาตุสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ณ วัดหนองแวง ซึ่งมีพระมหาธาตุแก่นนคร หรือ พระธาตุ 9 ชั้นอันงดงามตั้งอยู่ที่นั่น พร้อมแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของเมืองขอนแก่น

วัดหนองแวง (พระอารามหลวง) ซึ่งมีพระมหาธาตุแก่นนคร หรือ พระธาตุเก้าชั้น เรือนยอดทรงเจดีย์ (จำลองแบบจากพระธาตุขามแก่น) จัดสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราช สมบัติครบ 50 ปี และมหามังคลานุสรณ์ 200 ปี เมืองขอนแก่น ความสูงขององค์พระธาตุฯ 80 เมตร มีพระจุลธาตุ 4 องค์ ตั้งอยู่ 4 มุมและมีกำแพงแก้วพญานาค 7 เศียรล้อมรอบ เป็นศิลปะสมัยทวาราวดี ผสมผสานศิลปะอินโดจีน ในระหว่างการเดินขึ้นเราจะได้ยินเสียงอันไพเราะก้องกังวานของกระดิ่งที่แขวน ไว้โดยรอบพระธาตุทั้ง 9 ชั้น ทำให้มีความสุขใจในขณะเดินขึ้นไปในแต่ละชั้น พร้อมยังสามารถเดินชมศิลปะและความงดงามของบานประตู ภาพวาด และหน้าต่างแกะสลัก บอกเล่าเรื่องราวเป็นภาพชาดก ภาพพุทธประวัติ ในชั้นบนสุดของพระธาตุเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุกลางบุษบก อีกทั้งยังเป็นจุดชมวิวทัศนียภาพความสวยงามของเมืองขอนแก่นได้รอบทั้ง 4 ทิศ โดยเฉพาะทางด้านทิศตะวันออกสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของบึงแก่นนครที่มีพื้นที่ กว้างใหญ่ถึง 600 ไร่

ภายในองค์พระธาตุแต่ละชั้น
– ชั้นที่ 1 เป็นหอประชุม มีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ส่วนอุรังคธาตุ (ส่วนอก) และพระธาตุของพระสาวกประมาณ 100 องค์ ประดิษฐานอยู่ บานประตู หน้าต่าง แกะสลักภาพนิทานเรื่องจำปาสี่ต้น แบบ 3 มิติ และมีจิตรกรรมฝาผนังประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่น
– ชั้นที่ 2 เป็นพิพิธภัณฑ์ของชาวอีสาน โดยเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ในอดีตที่ค่อนข้างหาดูได้ยากในปัจจุบัน พร้อมทั้งทีการวาดลวดลายบนผนังที่เกี่ยวกับข้อห้ามของคนอีสาน ที่เรียกว่า “คะลำ” ซึ่งเป็นแนวประพฤติตนในการอยู่ร่วมกันของชาวอีสาน โดยแต่ละภาพก็หมายถึงข้อห้ามแต่ละข้อ ซึ่งมีทั้งหมด 35 ข้อ บานประตู หน้าต่าง เขียนลวดลายเบญจรงค์ และภาพแกะสลักนิทานเรื่องสังศิลป์ชัย
– ชั้นที่ 3 เป็นหอปริยัติบานประตู หน้าต่าง เขียนลวดลายเบญจรงค์และภาพแกะสลักนิทานเรื่องนางผมหอม เป็นนิทานที่ได้เล่าสืบต่อกันมาแต่โบราณของชาวอีสาน และในชั้นที่สามนี้ได้รวบรวมตาลปัตร พัดยศ และเครื่องอัฐบริขารของพระภิกษุสงฆ์ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดขอนแก่น
– ชั้นที่ 4 เป็นหอปริยัติธรรม ภายในมีพิพิธภัณฑ์ของเก่า ภาพวาดที่บานประตู หน้าต่าง เป็นภาพพระประจำวันเกิด เทพประจำทิศ และตัวพึ่ง-ตัวเสวย
– ชั้นที่ 5 เป็นหอพิพิธภัณฑ์ มีบริขารของหลวงปู่พระครูปลัดบุษบา สุมโน อดีตเจ้าอาวาสวัดรูปที่ 6 บานประตูหน้าต่างแกะสลักภาพพุทธชาดก
– ชั้นที่ 6 เป็นหอพระอุปัชฌายาจารย์ บานประตูหน้าต่างแกะสลักนิทานชาดกเรื่องเวสสันดร
– ชั้นที่ 7 เป็นหอพระอรหันต์สาวก บานประตูหน้าต่างแกะสลักนิทานเรื่องพระเตย์มีใบ้
– ชั้นที่ 8 เป็นหอพระธรรม เป็นที่รวบรวมพระธรรม คัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนา พระไตรปิฏก ฯลฯ บานประตูแกะสลักรูปพรหม 16 ชั้น
– ชั้นที่ 9 เป็นหอพระพุทธ ตรงกลางมีบุษบก เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า บานประตูแกะสลักภาพ 3 มิติ รูปพรหม 16 ชั้น

เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8.00 – 18.00 น.

AVANI Khon Kaen Hotel & Convention Centre

AVANI Khon Kaen Hotel & Convention Centre

AVANI Khon Kaen Hotel & Convention Centre

 

AVANI Khon Kaen Hotel & Convention Centre

มีทำเลอยู่ห่างจากศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาโดยใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ 10 นาที โรงแรมมีรถรับส่งฟรี ห้องอาหาร สปาและพื้นที่จอดรถฟรีในสถานที่

 

ห้องพักปรับอากาศมีตู้นิรภัยส่วนบุคคล

โต๊ะทำงานและโทรทัศน์จอแบน ห้องน้ำในตัวมีเครื่องใช้ในห้องน้ำและอ่างอาบน้ำ ผู้เข้าพักสามารถว่ายน้ำในสระว่ายน้ำกลางแจ้งหรือรับบริการนวดที่สปา มีศูนย์ออกกำลังกายในสถานที่ พนักงานที่โต๊ะบริการทัวร์สามารถให้ความช่วยเหลือจัดเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวห้องอาหารในสถานที่มีอาหารต่างประเทศและอาหารไทย

 

AVANI Khon Kaen Hotel & Convention Centre มีทำเลอยู่ห่างจากสนามบินขอนแก่นโดยใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ 15 นาที

ที่พักแห่งนี้ได้รับการลงความเห็นว่ามีทำเลดีที่สุดในขอนแก่น! โดยผู้เข้าพักชอบทำเลของที่นี่มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับที่พักอื่น ๆ ในย่านนี้

 

คู่รักชอบทำเลนี้เป็นพิเศษ โดยให้คะแนน 8.2 สำหรับการเข้าพัก 2 ท่าน ที่พักแห่งนี้ได้รับการลงความเห็นว่าคุ้มค่าเงินที่สุดในขอนแก่น! โดยคุ้มค่ากว่าเมื่อเปรียบเทียบกับที่พักอื่น ๆ ในเมืองนี้

 

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น

 

“พ.ศ.2519 ครั้งแรกของการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ในประเทศไทย” ถ้านับๆดูแล้วก็ผ่านมาเกือบ 40 ปีเลยทีเดียวนะคะ วันนี้เราจะพาไปเจอกับไดโนเสาร์ที่มีอายุเป็นล้านๆปีกันเลย เดากันได้มั้ยคะว่าวันนี้เราจะไปเที่ยว ณ สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใดกัน ใบ้ให้นิดนึงแล้วกันค่ะว่า ‘พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น’ พอจะเดากันได้มั้ยคะ?

 

“พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง” อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่นนี่เองค่ะ งั้นเราอย่าเสียเวลาอันมีค่าของเราเลยค่ะ ไปทำความรู้จักกับพิพิธภัณฑ์นี้กันดีกว่าค่ะว่าทำไมเราถึงต้องเดินทางไปดูให้เห็นกับตาให้ได้ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นะคะเน้นการจัดแสดงหรือการวางเรื่องราวให้เกี่ยวข้องกับเรื่องของซากดึกดำบรรพ์ค่ะ และในพ.ศ.2519 อย่างที่เล่าไปแล้วค่ะว่าเป็นครั้งแรกของการค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์เป็นที่แรกของเมืองไทย บริเวณห้วยประตูตีหมา ฟอสซิลกระดูกชิ้นที่พบนั้นมีความกว้างยาวประมาณ 1 ฟุต จากการศึกษาวิจัยพบว่ามีฟอสซิลชิ้นนี้ลักษณะใกล้เคียงกับไดโนเสาร์ซอโรพอด ซึ่งมีขนาดใหญ่ยาวประมาณ 15 เมตร และจากการตรวจสอบพบว่าเป็นส่วนปลายล่างสุดของกระดูกต้นขาของไดโนเสาร์จำพวกกินพืช ทำให้เกิดการเริ่มต้นการสำรวจไดโนเสาร์ที่ภูเวียงอย่างจริงจังในปี 2524 ค่ะ ในปีนั้นเองค่ะที่ได้พบ กระดูกไดโนเสาร์ชนิดกินพืชขนาดใหญ่ ฟันจระเข้ กระดองเต่า ฟันและเกล็ดปลาโบราณ

 

จากการค้นพบนี้เองค่ะ ที่เป็นการค้นพบที่สร้างชื่อเสียงให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นอย่างมาก มีการตั้งชื่อฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ค้นพบว่า “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรณี” การที่ใช้ชื่อนี้ยิ่งทำให้ผู้คนไม่ว่าจะเป็นคนไทยเองก็ดี หรือคนต่างชาติ ต่างกูมีการพูดถึงฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ค้นพบกันอย่างกว้างขวาง ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาแหล่งขุดค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์รวมกันถึง 9 หลุม ให้ได้ความรู้กลับไปอย่างเต็มที่เลยนะคะ เพราะ หลังจากที่มีการค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์ชิ้นแรกแล้ว ยังได้มีการขุดค้นพบซากฟอสซิลรวมถึงรอยเท้าไดโนเสาร์อีกด้วยค่ะ

 

  • โดยหลุมที่ 1 “ประตูตีหมา” จัดแสดงเรื่องของฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์ขนาดใหญ่จำนวนมากมายที่เรียงรายอยู่ในส่วนของชั้นหินค่ะ
  • หลุมที่ 2 “ถ้ำเจีย” ส่วนนี้จัดแสดงฟอสซิลไดโนเสาร์ในส่วนคอของไดโนเสาร์ซอโรพอดที่นำมาเรียงต่อกันได้จำนวน 6 ขิ้น
  • หลุมที่ 3 “ห้วยประตูตีหมา” ส่วนนี้มีการพบกระดูกสันหลังและกระดูกซี่โครงหลายชิ้นที่เป็นของไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่
  • หลุมที่ 4 “โนนสาวเอ้” ณ บริเวณนี้ พบฟอสซิลกระจายเป็นบริเวณกว้างกว่า 10 ตารางเมตร ประกอบด้วยกระดูกไดโนเสาร์ซอโรพอดขนาดใหญ่ และที่อยู่ในวัยเยาว์ นอกจากนั้นยังพบเกล็ดปลาเลปิโดเทสและกระดองเต่า
  • หลุมที่ 5 “ซำหญ้าคา” หลุมที่ 6 “คงเค็ง” หลุมที่ 7 “ภูน้อย” ในบริเวณ 3 จุดนี้ มีการขุดค้นพบไดโนเสาร์ทั้งขนาดใหญ่และที่ยังเยาว์ และยังพบฟอสซิลของจระเข้ขนาดเล็กอีกด้วย
  • หลุมที่ 8 “หินลาดป่าชาด” ในบริเวณหลุมขุดค้นนี้ได้พบกับรอยเท้าไดโนเสาร์ มากกว่า 60 รอยใน 10 แนวทางเดิน เป็นของไดโนเสาร์พวกกินเนื้อขนาดเล็ก ซึ่งเดินด้วย 2 ขาหลัง
  • และในหลุมที่ 9 “หินลาดยาว” ซึ่งเป็นหลุมสุดท้ายนั้น มีการจัดแสดงการขุดค้นพบกับกระดูกสันหลังหลายชิ้นที่โผล่มาจากชั้นหินทรายสีแดงของหมวดหินเสาขัว และยังพบส่วนของสะโพกด้านซ้ายและกระดูกส่วนหางกว่า 10 ชิ้น ของพวกไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 6.5 เมตร

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง

 

 

 

 

 

 

 

ถ้าหากนักท่องเที่ยวท่านใดหรือผู้ที่สนใจในเรื่องของซากดึกดำบรรพ์ และในเรื่องของไดโนเสาร์แล้วล่ะก็ ไม่ควรที่จะพลาดเข้าไปชม เข้าไปศึกษาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงเป็นอันขาดเลยค่ะ เพราะ นอกจากจะได้พบกับเรื่องราวที่เราอาจไม่เคยทราบไม่เคยรู้มาก่อน เรายังได้ความสนุกได้ความรู้มากมายจากการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย ไม่ต้องไปไกลถึงเมืองนอก และไม่ว่าจะเป็นการขุดค้นพบอะไรก็ตามแม้ว่าจะเป็นแค่ชิ้นส่วนที่เล็กที่สุด หรือใหญ่ที่สุดก็ตาม การค้นพบทั้งหมดทั้งมวลย่อมมีคุณค่าต่อมนุษยชาติอย่างที่สุดเช่นกันค่ะ

Thorfun Resort

Thorfun Resort

312 ถนน กสิกรทุ่งสร้าง ตำบล ศิลา, 40000 Ban Nong Waeng, ไทย

 

Thorfun Resort

Thorfun Resort

 

            Thorfun Resort ให้บริการที่พักในบ้านหนองแวง อยู่ห่างจากตัวเมืองขอนแก่น 2.7 กม. มีบริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (WiFi) ฟรี ห้องพักทุกห้องมีโทรทัศน์จอแบนสนามบินที่ใกล้ที่สุดคือสนามบินขอนแก่นซึ่งอยู่ห่างจาก Thorfun Resort เป็นระยะทาง 6 กม.

สถานที่สำคัญซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด

  • บึงทุ่งสร้าง2.2 km
  • มหาวิทยาลัยขอนแก่น2.4 km
  • สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดขอนแก่น2.9 km
  • เซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น3.4 km
  • สถานีรถไฟขอนแก่น4 km
  • บึงแก่นนคร4.9 km
  • มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ5.1 km
  • ตลาดต้นตาล5.2 km

สนามบินที่ใกล้ที่สุด

  • สนามบินขอนแก่น6.2 km

สัตว์เลี้ยง

ไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าพัก

รับเฉพาะเงินสด

ที่พักแห่งนี้รับชำระด้วยเงินสดเท่านั้น

 

เด็กและเตียงเสริมไม่รองรับผู้เข้าพักเด็กสามารถเพิ่มเตียงเสริมในห้องพักได้